ค่าใช้จ่าย Home Office หักภาษีได้ไหม? คู่มือฟรีแลนซ์ทำงานที่บ้าน
·อ่าน 4 นาที

ค่าใช้จ่าย Home Office หักภาษีได้ไหม? คู่มือฟรีแลนซ์ทำงานที่บ้าน

ฟรีแลนซ์จำนวนมากทำงานจากบ้าน ทำให้มีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ค่าซอฟต์แวร์ หรือแม้แต่ค่าเช่าห้องที่ใช้เป็นที่ทำงาน คำถามที่ฟรีแลนซ์หลายคนสงสัยคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้หักภาษีได้ไหม คำตอบคือได้ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องรู้


ในระบบภาษีไทย ฟรีแลนซ์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือหักแบบเหมาหรือหักตามจริง ถ้าเลือกหักเหมา ไม่ต้องเก็บใบเสร็จอะไรเลย สรรพากรให้หักได้ 60% ของรายได้สำหรับเงินได้ประเภท 40(8) แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงของคุณมากกว่า 60% การหักตามจริงจะคุ้มกว่า และนี่คือจุดที่ค่าใช้จ่าย home office เข้ามามีบทบาท


หักค่าใช้จ่ายเหมา vs หักตามจริง ต่างกันอย่างไร


หักเหมา คือวิธีที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องเก็บหลักฐานอะไร สรรพากรกำหนดอัตราเหมาไว้ตามประเภทรายได้ สำหรับรายได้ 40(8) หักเหมาได้ 60% เช่น รายได้ 800,000 บาท หักเหมาได้ 480,000 บาท เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 320,000 บาท


หักตามจริง ต้องเก็บใบเสร็จรับเงินทุกรายการ และพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการทำงาน วิธีนี้คุ้มค่ากว่าเมื่อค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าอัตราเหมา


สำหรับรายละเอียดการคำนวณภาษีฟรีแลนซ์แบบครบถ้วน แนะนำให้อ่าน วิธีคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ 2026


ตัวอย่างเปรียบเทียบ สมมติรายได้ปีละ 600,000 บาท


หักเหมา 60% = หักได้ 360,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิก่อนลดหย่อน 240,000 บาท


หักตามจริง สมมติมีค่าใช้จ่ายจริง ค่าเช่า home office 60,000 บาท ค่าไฟ 18,000 บาท ค่าอินเทอร์เน็ต 8,400 บาท ค่าอุปกรณ์ 50,000 บาท ค่าซอฟต์แวร์ 30,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 6,000 บาท ค่าเดินทางพบลูกค้า 24,000 บาท ค่าอุปกรณ์สำนักงาน 5,000 บาท รวม 201,400 บาท


ในกรณีนี้หักเหมา 360,000 บาท มากกว่าหักตามจริง 201,400 บาท ดังนั้นหักเหมาคุ้มกว่า


แต่ถ้ารายได้แค่ 300,000 บาท หักเหมาได้ 180,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงยังเป็น 201,400 บาท กรณีนี้หักตามจริงคุ้มกว่า


ค่าใช้จ่าย Home Office ที่หักภาษีได้


รายการค่าใช้จ่าย Home Office ที่หักภาษีได้
รายการค่าใช้จ่าย Home Office ที่หักภาษีได้

ต่อไปนี้คือรายการค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ฟรีแลนซ์ทำงานจากบ้านสามารถหักภาษีได้ ถ้าเลือกหักตามจริง


1 ค่าเช่าพื้นที่ทำงาน ถ้าคุณเช่าคอนโดหรือบ้าน และใช้ส่วนหนึ่งเป็นที่ทำงาน สามารถหักค่าเช่าตามสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้ทำงานได้ เช่น ห้องทำงาน 10 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 40 ตารางเมตร หักได้ 25% ของค่าเช่า ถ้าค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท หักได้เดือนละ 2,500 บาท หรือปีละ 30,000 บาท


2 ค่าไฟฟ้า หักตามสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้ทำงาน หรือตามชั่วโมงทำงาน เช่น ถ้าทำงาน 8 ชั่วโมงจาก 24 ชั่วโมง หักได้ประมาณ 33% ของค่าไฟ


3 ค่าอินเทอร์เน็ต ถ้าใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับทั้งงานและส่วนตัว ให้หักตามสัดส่วนที่ใช้ทำงาน ส่วนใหญ่ฟรีแลนซ์หักได้ 50-70% ถ้าใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับงานเป็นหลัก


4 ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก จอมอนิเตอร์ คีย์บอร์ด เมาส์ หูฟัง webcam ฯลฯ ถ้าซื้อมาใช้สำหรับงาน หักได้เต็มจำนวน ถ้าใช้ทั้งงานและส่วนตัว ให้หักตามสัดส่วน อุปกรณ์ที่มีราคาสูง อาจต้องหักเป็นค่าเสื่อมราคาแทนการหักทั้งก้อนในปีเดียว


5 ค่าซอฟต์แวร์และบริการออนไลน์ ค่า subscription ต่างๆ ที่ใช้ในการทำงาน เช่น Adobe Creative Cloud, Figma, GitHub, hosting, domain, cloud storage หักได้เต็มจำนวนถ้าใช้สำหรับงานเท่านั้น


6 ค่าโทรศัพท์ หักตามสัดส่วนที่ใช้สำหรับงาน ถ้ามีเบอร์โทรศัพท์แยกสำหรับงาน หักได้เต็มจำนวน


7 ค่าเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน โต๊ะทำงาน เก้าอี้ ชั้นวางของ ถ้าซื้อมาใช้สำหรับงาน หักได้ อาจต้องหักเป็นค่าเสื่อมราคา


8 ค่าวัสดุสิ้นเปลือง กระดาษ หมึกพิมพ์ ปากกา สมุดโน้ต อุปกรณ์สำนักงานเบ็ดเตล็ด หักได้ตามจ่ายจริง


วิธีคำนวณสัดส่วนค่าใช้จ่าย Home Office


การคำนวณสัดส่วนเป็นส่วนสำคัญเมื่อค่าใช้จ่ายใช้ร่วมกันระหว่างงานและส่วนตัว มี 2 วิธีหลัก


วิธีที่ 1 คำนวณตามพื้นที่ วัดพื้นที่ห้องทำงานเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของบ้าน เช่น ห้องทำงาน 12 ตารางเมตร บ้านทั้งหมด 80 ตารางเมตร สัดส่วน = 12/80 = 15% นำสัดส่วนนี้ไปคูณกับค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าประกันบ้าน


วิธีที่ 2 คำนวณตามเวลาใช้งาน เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายที่ขึ้นกับเวลา เช่น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ ถ้าทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ สัดส่วนการใช้งานเพื่อทำงาน = 40 ชั่วโมง / 168 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ = ประมาณ 24%


ข้อสำคัญ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ต้องมีเหตุผลรองรับและสม่ำเสมอ อย่าเปลี่ยนวิธีคำนวณไปมา


เอกสารที่ต้องเก็บ


ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน ถ้าสรรพากรมาตรวจแล้วไม่มีหลักฐาน อาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมค่าปรับ


สิ่งที่ต้องเก็บ ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีของทุกรายการค่าใช้จ่าย สัญญาเช่าที่อยู่อาศัย (ถ้าหักค่าเช่า) ใบแจ้งค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ใบเสร็จซื้ออุปกรณ์ ใบเสร็จค่า subscription ต่างๆ บันทึกการคำนวณสัดส่วนค่าใช้จ่าย แผนผังห้องทำงานแสดงพื้นที่ที่ใช้ทำงาน


แนะนำให้สแกนเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลด้วย เพราะใบเสร็จกระดาษอาจซีดจางหรือหายได้ ถ้าต้องการเรียนรู้เรื่องการจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ อ่านได้ที่ ทำบัญชีเบื้องต้นสำหรับฟรีแลนซ์


ค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้


ไม่ใช่ทุกค่าใช้จ่ายที่จะหักภาษีได้ ค่าใช้จ่ายต่อไปนี้หักไม่ได้แม้จะทำงานจากบ้าน


ค่าอาหาร ยกเว้นเลี้ยงลูกค้าเพื่อธุรกิจซึ่งต้องมีหลักฐาน ค่าเสื้อผ้าปกติ ค่าออกกำลังกาย ค่าความบันเทิงส่วนตัว ค่าตกแต่งบ้านส่วนที่ไม่ใช่ห้องทำงาน ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานโดยตรง


เปรียบเทียบ Home Office กับ Co-working Space


สำหรับฟรีแลนซ์ที่กำลังตัดสินใจว่าจะทำงานที่บ้านหรือไป co-working space ลองเปรียบเทียบต้นทุนภาษี


ทำงานที่บ้าน หักค่าเช่าตามสัดส่วน ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าอุปกรณ์ ถ้าหักตามจริง ต้องเก็บเอกสารเยอะ แต่ต้นทุนจริงต่ำกว่า


ใช้ co-working space ค่าสมาชิก co-working หักได้เต็มจำนวนเป็นค่าเช่าสำนักงาน เอกสารง่ายกว่า แค่ใบเสร็จค่าสมาชิก แต่ต้นทุนจริงสูงกว่า เพราะต้องรวมค่าเดินทาง ค่าอาหารนอกบ้าน


สำหรับฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ที่รายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี หักเหมา 60% มักจะคุ้มกว่าหักตามจริง ดังนั้นเรื่อง home office deduction อาจไม่ได้ช่วยลดภาษีโดยตรง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงไว้ เพื่อเปรียบเทียบทุกปีว่าวิธีไหนคุ้มกว่า


เคล็ดลับการจัดการค่าใช้จ่าย Home Office


เคล็ดลับที่ 1 แยกบัญชีธนาคารสำหรับค่าใช้จ่ายธุรกิจ จ่ายค่าซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต ผ่านบัญชีธุรกิจเท่านั้น ง่ายต่อการรวมค่าใช้จ่ายตอนสิ้นปี


เคล็ดลับที่ 2 ใช้แอปสแกนใบเสร็จ เช่น CamScanner หรือ Adobe Scan สแกนใบเสร็จทันทีที่ได้รับ จัดเก็บเป็นหมวดหมู่ใน Google Drive หรือ Dropbox


เคล็ดลับที่ 3 บันทึกค่าใช้จ่ายทุกเดือน อย่ารอจนสิ้นปีค่อยมารวม ใช้ spreadsheet หรือแอปบันทึกรายจ่ายช่วย


เคล็ดลับที่ 4 ปรึกษานักบัญชี ถ้ารายได้เกิน 500,000 บาทต่อปี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ ค่าบริการนักบัญชีก็หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ด้วย


เคล็ดลับที่ 5 วางแผนซื้ออุปกรณ์ ถ้ารู้ว่าปีนี้จะเลือกหักตามจริง ให้ซื้ออุปกรณ์ในปีนั้น เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายที่หักได้ และถ้ามีมาตรการช้อปดีมีคืน ก็ใช้ลดหย่อนได้อีกทาง สำหรับวิธีลดภาษีเพิ่มเติม อ่านได้ที่ วิธีประหยัดภาษีถูกกฎหมายสำหรับฟรีแลนซ์


สรุป


ค่าใช้จ่าย Home Office หักภาษีได้จริง แต่ต้องเข้าใจว่าวิธีหักเหมาหรือหักตามจริงวิธีไหนคุ้มกว่าสำหรับสถานการณ์ของคุณ ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ที่มีรายได้ปานกลาง หักเหมา 60% มักจะคุ้มกว่า แต่ถ้ารายได้ต่ำหรือค่าใช้จ่ายจริงสูงมาก หักตามจริงอาจดีกว่า สิ่งสำคัญคือต้องเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงไว้ทุกปี เพื่อเปรียบเทียบและเลือกวิธีที่ดีที่สุด

เริ่มจัดการเงินอย่างมืออาชีพ

Finlance ช่วยฟรีแลนซ์ติดตามรายได้ ประมาณภาษี และจัดการกระแสเงินสด

เริ่มใช้ฟรี