วิธีประหยัดภาษีถูกกฎหมายสำหรับฟรีแลนซ์
การวางแผนภาษีไม่ใช่การหนีภาษี แต่เป็นการใช้สิทธิ์ที่กฎหมายให้อย่างเต็มที่ ฟรีแลนซ์หลายคนเสียภาษีมากเกินไปเพราะไม่รู้ว่ามีสิทธิ์ลดหย่อนอะไรบ้าง บางคนเสียภาษีปีละหลายหมื่นบาท ทั้งที่ถ้าวางแผนดี อาจไม่ต้องเสียภาษีเลย หรือเสียน้อยมาก บทความนี้รวม 7 วิธีลดภาษีที่ถูกกฎหมาย 100% สำหรับฟรีแลนซ์ไทย พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงว่าประหยัดภาษีได้เท่าไหร่
ทำไมต้องวางแผนภาษี
ฟรีแลนซ์ต่างจากพนักงานประจำตรงที่ต้องจัดการภาษีเอง ไม่มีฝ่ายบุคคลมาช่วยวางแผนให้ ดังนั้นถ้าไม่ศึกษาเรื่องภาษีด้วยตัวเอง คุณอาจเสียเงินไปโดยไม่จำเป็น
สมมติคุณมีรายได้ 1,000,000 บาทต่อปี ถ้าไม่วางแผนภาษีเลย ใช้สิทธิ์ลดหย่อนแค่ส่วนตัว 60,000 บาท คุณจะเสียภาษีประมาณ 24,000 บาท แต่ถ้าวางแผนดี ใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างเต็มที่ คุณอาจเสียภาษีแค่ 0-5,000 บาท ประหยัดได้เกือบ 20,000 บาทต่อปี
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าภาษีฟรีแลนซ์คำนวณยังไง แนะนำให้อ่าน วิธีคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ 2026 ก่อน
วิธีที่ 1 — เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
นี่คือสิ่งแรกที่ต้องพิจารณา เพราะมีผลกระทบมากที่สุดต่อภาษีที่ต้องจ่าย ฟรีแลนซ์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี
หักเหมา 60% สำหรับรายได้ 40(8) ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ คิดง่ายๆ คือรายได้ 1,000,000 บาท หักเหมา 60% เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 400,000 บาท
หักตามจริง ต้องเก็บใบเสร็จทุกรายการ ถ้าค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% ของรายได้ วิธีนี้จะคุ้มกว่า เช่น ถ้ารายได้ 1,000,000 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายจริง 700,000 บาท (70%) เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแค่ 300,000 บาท
วิธีเปรียบเทียบ ลองคำนวณทั้ง 2 วิธีก่อนยื่นภาษี ถ้าค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% ให้เลือกหักตามจริง ฟรีแลนซ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ช่างภาพ (ค่าอุปกรณ์) ครีเอเตอร์ (ค่าโปรดักชั่น) หรือที่ปรึกษา (ค่าเดินทาง) อาจได้ประโยชน์จากการหักตามจริง
ค่าใช้จ่ายธุรกิจที่หักได้ ถ้าเลือกหักตามจริง สิ่งที่หักได้รวมถึง ค่าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT ค่าซอฟต์แวร์และ subscription เช่น Adobe, Figma, GitHub ค่าอินเทอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์ ค่าเช่าสำนักงานหรือ co-working space ค่าเดินทางไปพบลูกค้า ค่าไฟฟ้า (สัดส่วนที่ใช้ทำงาน) ค่าจ้าง subcontractor ค่าอบรมและพัฒนาทักษะ
วิธีที่ 2 — ใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนส่วนตัวให้เต็ม
ค่าลดหย่อนส่วนตัวเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนได้อัตโนมัติ ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม
ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ได้ทุกคนอัตโนมัติ ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่
ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท ได้เฉพาะกรณีจดทะเบียนสมรสถูกกฎหมาย และคู่สมรสไม่มีรายได้ ถ้าคู่สมรสมีรายได้ ให้ยื่นภาษีแยกกัน แต่ละคนใช้สิทธิ์ส่วนตัว 60,000 บาทเอง
ค่าลดหย่อนบุตร บุตรชอบด้วยกฎหมายคนละ 30,000 บาท ถ้าเป็นบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ลดหย่อนได้ 60,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนบุตร ค่าเทอม (ถ้ามี) ลดหย่อนเพิ่มได้อีกคนละ 2,000 บาท
ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ คนละ 30,000 บาท ทั้งพ่อแม่ของตัวเองและของคู่สมรส รวมได้สูงสุด 4 คน = 120,000 บาท เงื่อนไขคือพ่อแม่ต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และต้องออกหนังสือรับรองการเลี้ยงดู
วิธีที่ 3 — ซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
ประกันเป็นเครื่องมือลดภาษีที่ดีมาก เพราะนอกจากจะได้ลดหย่อนภาษีแล้ว ยังได้ความคุ้มครองจริงๆ ด้วย
ประกันชีวิต ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะได้ทั้งลดหย่อนภาษีและได้เงินคืนเมื่อครบกำหนด
ประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท แต่รวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท ฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการบริษัท ดังนั้นประกันสุขภาพจำเป็นมาก ทั้งเพื่อลดหย่อนภาษีและเพื่อความอุ่นใจ
ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท (แยกจากประกันชีวิตปกติ) แต่รวมกับ SSF+RMF+PVD ไม่เกิน 500,000 บาท
ตัวอย่าง ถ้าซื้อประกันชีวิต 80,000 บาท + ประกันสุขภาพ 20,000 บาท = ลดหย่อนได้ 100,000 บาท ถ้าอยู่ในฐานภาษี 10% จะประหยัดภาษีได้ 10,000 บาท
วิธีที่ 4 — ลงทุนใน SSF และ RMF
กองทุนรวมเป็นเครื่องมือลดภาษีที่ทรงพลังมาก เพราะนอกจากจะได้ลดหย่อนภาษีแล้ว เงินที่ลงทุนยังมีโอกาสเติบโตอีกด้วย
กองทุน SSF (Super Savings Fund) ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องถือไว้อย่างน้อย 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ ไม่บังคับซื้อทุกปี ซื้อปีไหนก็ได้ เหมาะกับฟรีแลนซ์ที่รายได้ไม่แน่นอน
กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี (อย่างน้อยปีเว้นปี) จนอายุ 55 ปี ถ้าหยุดซื้อเกิน 2 ปีติดต่อกัน อาจต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนไป ข้อจำกัดนี้ทำให้ RMF ไม่ค่อยเหมาะกับฟรีแลนซ์ที่รายได้ไม่แน่นอน
รวม SSF + RMF + PVD + ประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
ตัวอย่าง รายได้ 1,000,000 บาท ซื้อ SSF 200,000 บาท ลดหย่อนได้ 200,000 บาท ถ้าอยู่ในฐานภาษี 10% ประหยัดภาษีได้ 20,000 บาท แถมเงิน 200,000 บาทที่ลงทุนยังมีโอกาสเติบโตอีก
SSF หรือ RMF เลือกอะไรดี สำหรับฟรีแลนซ์ แนะนำ SSF มากกว่า เพราะไม่บังคับซื้อทุกปี ถ้าปีไหนรายได้น้อยก็ไม่ซื้อได้ ไม่มีปัญหา ส่วน RMF เหมาะกับคนที่มีรายได้มั่นคงและต้องการออมเงินเกษียณ
วิธีที่ 5 — สมัครประกันสังคม
ฟรีแลนซ์อาจไม่รู้ว่าสามารถสมัครประกันสังคมได้เอง มี 2 ทางเลือก
มาตรา 39 สำหรับคนที่เคยเป็นพนักงานประจำและเคยส่งประกันสังคมมาก่อน จ่ายเดือนละ 432 บาท ได้สิทธิ์ 5 กรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ชราภาพ) ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง = 5,184 บาทต่อปี
มาตรา 40 สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยเป็นพนักงาน มี 3 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 จ่ายเดือนละ 70 บาท ได้สิทธิ์ 3 กรณี ทางเลือกที่ 2 จ่ายเดือนละ 100 บาท ได้สิทธิ์ 4 กรณี ทางเลือกที่ 3 จ่ายเดือนละ 300 บาท ได้สิทธิ์ 5 กรณี พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพ
แนะนำ สมัครมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 เพราะนอกจากจะได้ลดหย่อนภาษี 3,600 บาทต่อปีแล้ว ยังได้สิทธิ์ประกันสังคมครบ 5 กรณี และมีเงินบำเหน็จชราภาพ
วิธีที่ 6 — บริจาคเงินอย่างชาญฉลาด
เงินบริจาคสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่มีเงื่อนไข
บริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่บริจาคจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ ต้องเป็นองค์กรที่กรมสรรพากรรับรอง
บริจาคเพื่อการศึกษา ลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาค แต่รวมแล้วไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ เช่น บริจาค 10,000 บาท ลดหย่อนได้ 20,000 บาท
e-Donation บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ได้ลดหย่อนอัตโนมัติ ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ สะดวกมาก
ตัวอย่าง บริจาคให้สถานศึกษาผ่าน e-Donation 20,000 บาท ลดหย่อนได้ 40,000 บาท (2 เท่า) ถ้าอยู่ในฐานภาษี 10% ประหยัดภาษีได้ 4,000 บาท แต่คุณจ่ายจริง 20,000 บาท ดังนั้นสุทธิแล้วยังเป็นค่าใช้จ่ายอยู่ดี แต่ถ้าคุณตั้งใจจะบริจาคอยู่แล้ว การใช้สิทธิ์ลดหย่อนก็ดีกว่าไม่ใช้
วิธีที่ 7 — เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายธุรกิจให้ครบ
ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง อย่าลืมเก็บใบเสร็จทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ หลายคนไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้หักภาษีได้ทั้งหมด
ค่าคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป จอมอนิเตอร์ คีย์บอร์ด เมาส์ ค่าซอฟต์แวร์ Adobe Creative Cloud, Figma, Notion, GitHub, Microsoft 365 ค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือน ค่าโทรศัพท์มือถือ (ส่วนที่ใช้ทำงาน) ค่าเช่า co-working space หรือ home office (คำนวณตามสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้ทำงาน) ค่าไฟฟ้า (คำนวณตามสัดส่วน) ค่าเดินทางไปพบลูกค้า ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ค่าจ้าง subcontractor หรือผู้ช่วย ค่าอบรม คอร์สเรียน สัมมนา ที่เกี่ยวกับงาน ค่าพิมพ์นามบัตร ค่าเช่าโดเมน ค่าโฮสติ้ง
เคล็ดลับ ถ่ายรูปใบเสร็จทุกใบเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Cloud เพราะใบเสร็จกระดาษอาจจางหายได้ จัดหมวดหมู่ให้ดี เพื่อง่ายต่อการรวมยอดตอนยื่นภาษี
วางแผนภาษีตลอดทั้งปี
การวางแผนภาษีไม่ใช่สิ่งที่ทำแค่ตอนสิ้นปี ควรวางแผนตั้งแต่ต้นปีและติดตามตลอด
ต้นปี (มกราคม-กุมภาพันธ์) ยื่นภาษีประจำปี ภ.ง.ด.90 ตรวจสอบว่าปีที่แล้วเสียภาษีเท่าไหร่ วางแผนว่าปีนี้จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนอะไรบ้าง
กลางปี (มิถุนายน-กรกฎาคม) ตรวจสอบรายได้ครึ่งปีแรก ประเมินภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปี ถ้ายังไม่ได้ซื้อประกันหรือกองทุน ให้รีบทำ
ปลายปี (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนทั้งหมด ซื้อ SSF/RMF ถ้ายังไม่ได้ซื้อ บริจาคเงิน ถ้ามี budget เตรียมเอกสารสำหรับยื่นภาษี
การจัดการรายรับรายจ่ายที่ดีจะช่วยให้วางแผนภาษีได้ง่ายขึ้น อ่านเพิ่มเติมที่ 5 เทคนิคจัดการรายรับ-รายจ่ายฟรีแลนซ์
ตัวอย่างการวางแผนภาษีแบบเต็มรูปแบบ
สมมติคุณมีรายได้ 1,000,000 บาทต่อปี ประเภท 40(8)
ไม่วางแผนภาษี รายได้ 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 400,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 340,000 บาท ภาษี = 7,500 + 4,000 = 11,500 บาท
วางแผนภาษีเต็มที่ รายได้ 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 400,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 ทางเลือก 3 = 3,600 บาท หักประกันชีวิต 80,000 บาท + ประกันสุขภาพ 20,000 บาท = 100,000 บาท หักกองทุน SSF 200,000 บาท หักบริจาคเพื่อการศึกษา 10,000 บาท (ลดหย่อน 2 เท่า = 20,000 บาท) รวมค่าลดหย่อน = 383,600 บาท เงินได้สุทธิ = 400,000 - 383,600 = 16,400 บาท ภาษี = 0 บาท (ไม่เกิน 150,000 บาท ยกเว้นภาษี)
ผลลัพธ์ ประหยัดภาษีได้ 11,500 บาท และยังได้ความคุ้มครองจากประกัน + เงินออมจากกองทุน SSF
สรุป
การวางแผนภาษีเป็นทักษะสำคัญที่ฟรีแลนซ์ทุกคนควรมี ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แค่รู้ว่ามีสิทธิ์อะไรบ้าง แล้ววางแผนให้ดี ก็ประหยัดภาษีได้หลายหมื่นบาทต่อปี สิ่งสำคัญคือเริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปี อย่ารอจนถึงสิ้นปี และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Finlance ที่คำนวณภาษีให้อัตโนมัติและแนะนำวิธีประหยัดภาษีที่เหมาะกับคุณ