วิธีคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ 2026
ฟรีแลนซ์ในประเทศไทยต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนพนักงานประจำ แต่วิธีคำนวณจะแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะรายได้ของฟรีแลนซ์จัดอยู่ในประเภทที่แตกต่างจากเงินเดือนปกติ หลายคนที่เพิ่งเริ่มเป็นฟรีแลนซ์มักจะสับสนว่าต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ต้องยื่นเมื่อไหร่ และมีวิธีลดภาษีอย่างไร บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริงที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที
ทำไมฟรีแลนซ์ต้องรู้เรื่องภาษี
ถ้าคุณเป็นพนักงานประจำ นายจ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ทุกเดือน คุณแทบไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่เมื่อคุณเป็นฟรีแลนซ์ ทุกอย่างอยู่ในมือคุณ คุณต้องคำนวณภาษีเอง เก็บหลักฐานเอง และยื่นภาษีเอง ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ดีพอ คุณอาจเสียภาษีมากเกินไป หรือเสียค่าปรับเพราะยื่นไม่ถูกต้อง
ฟรีแลนซ์หลายคนเจอปัญหาเรื่องภาษีในปีแรกๆ เพราะไม่ได้เตรียมเงินไว้จ่ายภาษี พอถึงช่วงยื่นภาษีก็ตกใจว่าต้องจ่ายหลายหมื่นบาท บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) นอกเหนือจากภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90) การเข้าใจเรื่องภาษีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้ดีขึ้น และไม่ต้องเครียดตอนสิ้นปี
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มเป็นฟรีแลนซ์และยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวเรื่องเงินอย่างไร แนะนำให้อ่านบทความ เริ่มต้นเป็นฟรีแลนซ์ ต้องเตรียมเรื่องเงินยังไง ประกอบด้วย
ประเภทรายได้ของฟรีแลนซ์ตามกฎหมายภาษี
ก่อนจะคำนวณภาษีได้ คุณต้องรู้ก่อนว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ในประเภทไหน ตามประมวลรัษฎากร รายได้แบ่งเป็น 8 ประเภท (มาตรา 40) ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จะอยู่ใน 2 ประเภทหลักๆ คือ
รายได้ประเภท 40(2) — ค่าจ้างทำของ เป็นรายได้จากการรับจ้างทำงานให้ เช่น รับจ้างเขียนโปรแกรม รับจ้างออกแบบกราฟิก รับจ้างแปลเอกสาร รายได้ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งค่อนข้างน้อย
รายได้ประเภท 40(8) — รายได้อื่นๆ เป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ วิชาชีพอิสระ หรือรายได้อื่นๆ ที่ไม่เข้าประเภท 40(1)-(7) เช่น รับจ้างทำเว็บไซต์แบบเหมาโปรเจกต์ ขายของออนไลน์ รับทำคอนเทนต์ รายได้ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60% ซึ่งเยอะกว่ามาก
วิธีดูว่ารายได้อยู่ประเภทไหน — ถ้าลูกค้าหัก ณ ที่จ่าย 3% แสดงว่าเป็น 40(2) ถ้าหัก 3% แต่ระบุเป็นค่าบริการ อาจเป็น 40(8) ดูจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ลูกค้าออกให้ ซึ่งจะระบุประเภทรายได้ชัดเจน ถ้าไม่แน่ใจ ให้ปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรใกล้บ้าน
ขั้นตอนที่ 1 — รวมรายได้ทั้งปี
ขั้นตอนแรกคือการรวมรายได้ทั้งหมดที่ได้รับในปีภาษี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ไม่ว่าจะเป็นเงินโอน เงินสด เช็ค หรือรูปแบบอื่นๆ ทุกอย่างต้องนำมาคิดหมด
สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกรายได้ทุกรายการตั้งแต่ต้นปี อย่ารอจนสิ้นปีค่อยมานั่งจำ เพราะจะจำไม่ได้แน่นอน ควรใช้แอปหรือเครื่องมือช่วยบันทึก เช่น Finlance ที่จะรวมรายได้ให้อัตโนมัติ ถ้าคุณต้องการเรียนรู้วิธีจัดการรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ ลองอ่าน 5 เทคนิคจัดการรายรับ-รายจ่ายฟรีแลนซ์
ตัวอย่าง — สมมติคุณเป็นนักพัฒนาเว็บฟรีแลนซ์ ในปี 2026 คุณมีรายได้จากลูกค้า 5 ราย รวมทั้งปี 800,000 บาท แยกเป็นรายเดือนดังนี้ มกราคม 50,000 บาท กุมภาพันธ์ 60,000 บาท มีนาคม 70,000 บาท เมษายน 80,000 บาท พฤษภาคม 65,000 บาท มิถุนายน 75,000 บาท กรกฎาคม 70,000 บาท สิงหาคม 60,000 บาท กันยายน 55,000 บาท ตุลาคม 80,000 บาท พฤศจิกายน 70,000 บาท ธันวาคม 65,000 บาท รวมทั้งปี 800,000 บาท
ขั้นตอนที่ 2 — หักค่าใช้จ่าย
นี่คือขั้นตอนสำคัญที่จะกำหนดว่าคุณต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ฟรีแลนซ์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ หักเหมาหรือหักตามจริง
วิธีที่ 1 — หักค่าใช้จ่ายเหมา วิธีนี้ง่ายที่สุด ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ สรรพากรกำหนดอัตราเหมาไว้ตามประเภทรายได้ สำหรับรายได้ 40(8) หักเหมาได้ 60% ของรายได้ทั้งหมด สำหรับรายได้ 40(2) หักเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
จากตัวอย่าง ถ้ารายได้ 800,000 บาท เป็นประเภท 40(8) หักเหมา 60% เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 800,000 - 480,000 = 320,000 บาท
วิธีที่ 2 — หักค่าใช้จ่ายตามจริง วิธีนี้ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกรายการ เช่น ค่าคอมพิวเตอร์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซอฟต์แวร์ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทางไปพบลูกค้า วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% ของรายได้
แล้วควรเลือกวิธีไหน ลองคำนวณทั้ง 2 วิธีแล้วเปรียบเทียบ ถ้าค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% ของรายได้ ให้เลือกหักตามจริง ถ้าน้อยกว่า 60% ให้เลือกหักเหมา ส่วนใหญ่ฟรีแลนซ์ที่ทำงานจากบ้าน ค่าใช้จ่ายจริงมักจะน้อยกว่า 60% ดังนั้นหักเหมามักจะคุ้มกว่า
ขั้นตอนที่ 3 — หักค่าลดหย่อน
หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหักค่าลดหย่อนต่างๆ ที่กฎหมายกำหนด ค่าลดหย่อนหลักๆ ที่ฟรีแลนซ์ใช้ได้มีดังนี้
ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ทุกคนได้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไร
ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท ได้เฉพาะกรณีคู่สมรสไม่มีรายได้ ถ้าคู่สมรสมีรายได้ ให้ยื่นภาษีแยกกัน
ค่าลดหย่อนบุตร บุตรชอบด้วยกฎหมาย คนละ 30,000 บาท ถ้าเป็นบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (เกิดตั้งแต่ปี 2561) ลดหย่อนได้ 60,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิต ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
เบี้ยประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท แต่รวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท
กองทุน SSF ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องถือไว้อย่างน้อย 10 ปี
กองทุน RMF ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปีจนอายุ 55 ปี
ประกันสังคม ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ฟรีแลนซ์สมัครมาตรา 39 หรือ 40 ได้
เงินบริจาค ลดหย่อนได้ตามที่บริจาคจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ บริจาคให้สถานศึกษาได้ลดหย่อน 2 เท่า
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างเต็มที่ อ่านต่อได้ที่ วิธีประหยัดภาษีถูกกฎหมายสำหรับฟรีแลนซ์
จากตัวอย่าง สมมติคุณมีค่าลดหย่อนดังนี้ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันสังคม มาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาทต่อเดือน รวมทั้งปี 3,600 บาท ประกันชีวิต 50,000 บาท กองทุน SSF 100,000 บาท รวมค่าลดหย่อนทั้งหมด 213,600 บาท
ขั้นตอนที่ 4 — คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
เมื่อได้เงินได้สุทธิแล้ว (รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน) ให้นำมาคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าดังนี้
เงินได้สุทธิ 0 ถึง 150,000 บาท อัตราภาษี 0% ได้รับการยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001 ถึง 300,000 บาท อัตราภาษี 5% เงินได้สุทธิ 300,001 ถึง 500,000 บาท อัตราภาษี 10% เงินได้สุทธิ 500,001 ถึง 750,000 บาท อัตราภาษี 15% เงินได้สุทธิ 750,001 ถึง 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20% เงินได้สุทธิ 1,000,001 ถึง 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25% เงินได้สุทธิ 2,000,001 ถึง 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30% เงินได้สุทธิมากกว่า 5,000,000 บาท อัตราภาษี 35%
สิ่งสำคัญคือ อัตราภาษีก้าวหน้าไม่ได้หมายความว่าถ้าเงินได้สุทธิ 300,001 บาท จะเสียภาษี 10% ทั้งก้อน แต่หมายความว่า 150,000 บาทแรกไม่เสียภาษี 150,000 บาทถัดไปเสียภาษี 5% และส่วนที่เกิน 300,000 บาท เสียภาษี 10%
ตัวอย่างการคำนวณจริง
จากตัวอย่างที่เราใช้มาตลอด มาคำนวณกัน
รายได้ทั้งปี 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เหลือ 320,000 บาท หักค่าลดหย่อนรวม 213,600 บาท เงินได้สุทธิ = 320,000 - 213,600 = 106,400 บาท
เงินได้สุทธิ 106,400 บาท อยู่ในช่วง 0-150,000 บาท ซึ่งได้รับยกเว้นภาษี ดังนั้นภาษีที่ต้องจ่าย = 0 บาท
อีกตัวอย่าง — สมมติรายได้ทั้งปี 1,200,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เหลือ 480,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 480,000 - 60,000 = 420,000 บาท
คำนวณภาษี 150,000 บาทแรก ภาษี 0% เท่ากับ 0 บาท 150,000 บาทถัดไป (150,001-300,000) ภาษี 5% เท่ากับ 7,500 บาท 120,000 บาทที่เหลือ (300,001-420,000) ภาษี 10% เท่ากับ 12,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 19,500 บาท
ถ้าใช้สิทธิ์ลดหย่อนเพิ่ม เช่น ซื้อประกันชีวิต 100,000 บาท กองทุน SSF 200,000 บาท เงินได้สุทธิจะลดลงเหลือ 120,000 บาท ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเลย นี่คือพลังของการวางแผนภาษี
ภาษีรายไตรมาส — ภ.ง.ด.94
ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ประเภท 40(5) ถึง 40(8) มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปีด้วย เรียกว่า ภ.ง.ด.94 ต้องยื่นภายในเดือนกันยายนของทุกปี สำหรับรายได้ครึ่งปีแรก (มกราคม - มิถุนายน)
การยื่น ภ.ง.ด.94 คำนวณเหมือนภาษีประจำปี แต่ใช้รายได้เฉพาะครึ่งปีแรก ภาษีที่จ่ายไปจะนำไปหักจากภาษีประจำปีได้
ตัวอย่าง — ถ้ารายได้ครึ่งปีแรก 400,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เหลือ 160,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 100,000 บาท ไม่เกิน 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบอยู่ดี
ถ้าไม่ยื่น ภ.ง.ด.94 จะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ดังนั้นอย่าลืมยื่นทุกปี แม้จะไม่ต้องจ่ายภาษีก็ตาม
กำหนดการสำคัญที่ฟรีแลนซ์ต้องจำ
มีวันสำคัญหลายวันที่ฟรีแลนซ์ต้องจำไว้ เดือนมกราคมถึงมีนาคม คือช่วงยื่นภาษีประจำปี ภ.ง.ด.90 สำหรับรายได้ปีก่อนหน้า เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน คือช่วงยื่นภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 สำหรับรายได้ครึ่งปีแรก ทุกเดือน คือช่วงที่ควรสำรองเงินภาษี 10-15% ของรายได้ไว้
การยื่นภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ rd.go.th จะได้ขยายเวลายื่นอีก 8 วัน ซึ่งสะดวกมากสำหรับฟรีแลนซ์
ข้อควรระวังในการยื่นภาษี
หลายคนทำผิดพลาดในการยื่นภาษีโดยไม่รู้ตัว ข้อควรระวังมีดังนี้
อย่าลืมรายได้จากทุกแหล่ง รายได้จากทุกลูกค้าต้องนำมารวมคำนวณ แม้ลูกค้าบางรายจะไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ต้องแจ้งรายได้ทั้งหมด
เก็บหลักฐานไว้อย่างน้อย 5 ปี ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย สัญญาจ้าง ทุกอย่างต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี เผื่อสรรพากรเรียกตรวจ
ตรวจสอบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ลูกค้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายต้องออกหนังสือ 50 ทวิให้คุณ ตรวจสอบว่าจำนวนเงินตรงกับที่ได้รับจริง และนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบ
ยื่นแบบให้ตรงเวลา ถ้ายื่นช้า จะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มและค่าปรับ เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย ค่าปรับ 200 บาท ถ้ายื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ถ้าช้ามากกว่านั้นปรับสูงสุด 2,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — เครดิตภาษีที่ต้องรู้
เมื่อลูกค้าจ่ายค่าบริการให้คุณ ลูกค้ามักจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 3% แล้วจ่ายให้คุณ 97% ภาษีที่ถูกหักไว้ 3% นี้ คุณสามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนยื่นแบบได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่าย คุณยังขอคืนภาษีได้อีกด้วย
ตัวอย่าง — ภาษีที่คำนวณได้ 19,500 บาท ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตลอดปี 24,000 บาท (3% ของรายได้ 800,000 บาท) คุณมีสิทธิ์ขอคืนภาษี 4,500 บาท ดังนั้นอย่าทิ้งหนังสือ 50 ทวิ เพราะเป็นเงินของคุณ
ใช้ Finlance ช่วยคำนวณภาษี
การคำนวณภาษีด้วยตัวเองอาจจะยุ่งยาก โดยเฉพาะถ้ามีลูกค้าหลายราย มีรายได้หลายประเภท และมีค่าลดหย่อนหลายรายการ Finlance ช่วยคำนวณภาษีให้อัตโนมัติจากรายได้ที่คุณบันทึก รองรับทั้งอัตราเหมาและอัตราก้าวหน้า พร้อมแจ้งเตือนกำหนดยื่นภาษีล่วงหน้า คุณยังสามารถจำลองสถานการณ์ต่างๆ ได้ เช่น ถ้าซื้อกองทุน SSF เพิ่มอีก 100,000 บาท ภาษีจะลดลงเท่าไหร่ ทำให้วางแผนภาษีได้ง่ายขึ้นมาก
สรุป
การคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ขั้นตอนหลักๆ คือ รวมรายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วคำนวณตามอัตราก้าวหน้า สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกรายได้ตั้งแต่ต้นปี เก็บหลักฐานทุกอย่าง และวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนถึงช่วงยื่นภาษี ถ้าวางแผนดี คุณอาจไม่ต้องเสียภาษีเลย หรือเสียน้อยมาก และยังขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายได้ด้วย