ขึ้นราคางานฟรีแลนซ์ เจรจายังไงไม่ให้ลูกค้าหาย
การขึ้นราคาเป็นหนึ่งในสิ่งที่ฟรีแลนซ์กลัวมากที่สุด หลายคนทำงานกับลูกค้าเดิมมาหลายปี ราคายังเท่าเดิมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานด้วยกัน ทั้งที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกปี ทักษะก็พัฒนาขึ้น ผลงานก็ดีขึ้น แต่ก็ไม่กล้าพูดเรื่องขึ้นราคากับลูกค้า เพราะกลัวว่าลูกค้าจะไม่พอใจ กลัวสูญเสียลูกค้า กลัวเสียความสัมพันธ์ที่ดี แต่ความจริงก็คือ การขึ้นราคาเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ และลูกค้าส่วนใหญ่ก็เข้าใจเรื่องนี้ดี บทความนี้จะสอนคุณทุกอย่างเกี่ยวกับการขึ้นราคาอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การเตรียมตัว สคริปต์เจรจา ไปจนถึงวิธีรับมือถ้าลูกค้าปฏิเสธ
เมื่อไหร่ควรขึ้นราคา — 5 สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว
ก่อนจะขึ้นราคา คุณต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยัง มี 5 สัญญาณที่บอกว่าคุณควรขึ้นราคาได้แล้ว
สัญญาณที่ 1 — คุณทำงานมานานกว่า 1 ปีโดยไม่เคยขึ้นราคา ถ้าคุณทำงานกับลูกค้าเดิมมานานกว่า 1 ปีโดยราคาไม่เคยเปลี่ยน นั่นหมายความว่ารายได้ที่แท้จริงของคุณลดลงเรื่อยๆ เพราะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกปี 2-3% หมายความว่าเงินที่คุณได้รับซื้อของได้น้อยลง การขึ้นราคาปีละครั้งอย่างน้อย 5-10% จึงเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ
สัญญาณที่ 2 — ทักษะและประสบการณ์ของคุณเพิ่มขึ้น ตอนที่คุณเริ่มทำงานกับลูกค้ารายนี้ คุณอาจยังเป็นมือใหม่ แต่ตอนนี้คุณมีทักษะมากขึ้น มีเทคนิคใหม่ๆ เรียนรู้เครื่องมือใหม่ และทำงานได้เร็วขึ้น ทักษะที่เพิ่มขึ้นหมายถึง value ที่เพิ่มขึ้น และ value ที่เพิ่มขึ้นก็ควรสะท้อนในราคา
สัญญาณที่ 3 — ลูกค้ารายใหม่ยอมจ่ายราคาสูงกว่า ถ้าลูกค้ารายใหม่ที่คุณเพิ่งรับงานยอมจ่ายราคาสูงกว่าลูกค้าเก่า นั่นหมายความว่าราคาปัจจุบันของคุณกับลูกค้าเก่าต่ำเกินไปแล้ว ตลาดกำหนดว่าทักษะของคุณมีค่ามากกว่าที่ลูกค้าเก่าจ่ายอยู่
สัญญาณที่ 4 — คุณรู้สึกว่างานไม่คุ้มค่า ถ้าคุณเริ่มรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องทำงานให้ลูกค้ารายนี้ เพราะรู้สึกว่าราคาไม่คุ้มกับเวลาและพลังงานที่ใช้ไป นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าต้องขึ้นราคา ความรู้สึกไม่คุ้มค่าจะส่งผลต่อคุณภาพงานและความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
สัญญาณที่ 5 — ขอบเขตงานเพิ่มขึ้นแต่ราคาไม่เปลี่ยน ถ้าลูกค้าค่อยๆ เพิ่มงานเข้ามา ขอนั่นขอนี่เพิ่มเติม แต่ราคายังเท่าเดิม นั่นคือ scope creep ที่ทำให้คุณทำงานมากขึ้นโดยไม่ได้เงินเพิ่ม ถ้าเจอสถานการณ์นี้ ลองอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การป้องกัน Scope Creep ด้วย
5 ขั้นตอนขึ้นราคาอย่างมืออาชีพ
เมื่อคุณตัดสินใจแล้วว่าจะขึ้นราคา ให้ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้เพื่อให้การเจรจาราบรื่นที่สุด
ขั้นตอนที่ 1 — เตรียมข้อมูลให้พร้อม
ก่อนพูดเรื่องขึ้นราคากับลูกค้า คุณต้องเตรียมข้อมูลสนับสนุนให้พร้อมก่อน อย่าไปขอขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล ข้อมูลที่ควรเตรียมมีดังนี้
รายการผลงานที่ทำให้ลูกค้าและผลลัพธ์ที่ได้ เช่น "ในปีที่ผ่านมา ผมออกแบบเว็บไซต์ใหม่ให้คุณ ทำให้ยอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 60% และ conversion rate เพิ่มขึ้น 25%" ตัวเลขเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าเห็นว่าคุณสร้าง value ให้มากแค่ไหน
ราคาตลาดปัจจุบันสำหรับงานประเภทเดียวกัน ลองสำรวจว่าฟรีแลนซ์คนอื่นที่มีทักษะใกล้เคียงกันคิดราคาเท่าไหร่ ข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณกำหนดราคาใหม่ที่สมเหตุสมผล
ทักษะใหม่ที่คุณได้เรียนรู้ certification ที่ได้รับ หรือเครื่องมือใหม่ที่คุณใช้ได้ สิ่งเหล่านี้เพิ่ม value ให้กับงานของคุณ
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจเรื่องการตั้งราคา แนะนำให้อ่าน กลยุทธ์ตั้งราคาฟรีแลนซ์ เพื่อเข้าใจหลักการตั้งราคาอย่างถูกต้อง
ขั้นตอนที่ 2 — แจ้งลูกค้าล่วงหน้า
อย่าขึ้นราคาแบบกะทันหัน ควรแจ้งลูกค้าล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาเตรียมงบประมาณ และไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ การแจ้งล่วงหน้าแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และให้เกียรติลูกค้า
เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแจ้ง เช่น หลังจากส่งงานชิ้นใหญ่สำเร็จ หลังจากได้รับ feedback ดีจากลูกค้า ช่วงต้นปีหรือต้นไตรมาส หรือเมื่อต่อสัญญาใหม่ อย่าแจ้งตอนที่มีปัญหาหรือตอนที่ลูกค้าไม่พอใจ เพราะจะทำให้สถานการณ์แย่ลง
ขั้นตอนที่ 3 — เสนอ Value เพิ่ม
เมื่อขึ้นราคา อย่าแค่บอกว่า "ผมจะขึ้นราคา" แต่ให้บอกด้วยว่าลูกค้าจะได้อะไรเพิ่มเติม เช่น ส่งงานเร็วขึ้น เพิ่มรอบ revision มี report ให้ทุกเดือน ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ดีกว่าเดิม หรือเพิ่มบริการ support การเสนอ value เพิ่มทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการขึ้นราคาเป็นเรื่อง win-win ไม่ใช่แค่คุณได้เงินเพิ่มอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะบอกว่า "ตั้งแต่เดือนหน้า ค่าบริการจะปรับเป็น 50,000 บาทต่อเดือน" ให้บอกว่า "ตั้งแต่เดือนหน้า ค่าบริการจะปรับเป็น 50,000 บาทต่อเดือน โดยคุณจะได้รับ monthly report และ priority support ภายใน 2 ชั่วโมงเพิ่มเติม"
ขั้นตอนที่ 4 — ให้ทางเลือกแก่ลูกค้า
การให้ทางเลือกทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีอำนาจในการตัดสินใจ แทนที่จะบอกราคาเดียว ลองเสนอแพ็กเกจ 2-3 ระดับ
แพ็กเกจ A อาจเป็นบริการเดิมในราคาใหม่ แพ็กเกจ B เป็นบริการเดิมบวก value เพิ่มในราคาสูงขึ้นอีกหน่อย แพ็กเกจ C เป็นบริการครบวงจรในราคาสูงสุด วิธีนี้เรียกว่า Anchor Pricing ลูกค้ามักจะเลือกแพ็กเกจกลาง ซึ่งเป็นแพ็กเกจที่คุณต้องการอยู่แล้ว
ขั้นตอนที่ 5 — ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร
หลังจากลูกค้าตกลง ให้ยืนยันข้อตกลงใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง ส่งอีเมลสรุปราคาใหม่ ขอบเขตงาน วันที่เริ่มใช้ราคาใหม่ และเงื่อนไขอื่นๆ ถ้ามีสัญญาให้แก้ไขสัญญาด้วย อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาฟรีแลนซ์ที่ คู่มือสัญญาฟรีแลนซ์
สคริปต์เจรจาตัวอย่าง
มาดูตัวอย่างสคริปต์ที่ใช้ได้จริงกัน สคริปต์เหล่านี้ปรับแต่งได้ตามสถานการณ์ของคุณ
สคริปต์สำหรับลูกค้าประจำที่ทำงานด้วยมานาน "สวัสดีครับคุณ [ชื่อลูกค้า] ผมอยากพูดคุยเรื่องค่าบริการครับ ตลอด [จำนวน] ปีที่ผ่านมา ผมมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับคุณ และผมภูมิใจกับผลลัพธ์ที่เราสร้างร่วมกัน โดยเฉพาะ [ระบุผลลัพธ์เด่น] ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทักษะและประสบการณ์ของผมเพิ่มขึ้นมาก ผมได้เรียนรู้ [ทักษะใหม่] และนำมาใช้ในงานของคุณ ประกอบกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ผมจึงอยากปรับค่าบริการจาก [ราคาเก่า] เป็น [ราคาใหม่] โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่ [วันที่] เป็นต้นไป นอกจากนี้ คุณจะได้รับ [value เพิ่ม] เพิ่มเติมด้วยครับ"
สคริปต์สำหรับกรณีที่ลูกค้าเพิ่มขอบเขตงาน "สวัสดีครับคุณ [ชื่อลูกค้า] ผมสังเกตว่าในช่วง [ระยะเวลา] ที่ผ่านมา ขอบเขตงานได้ขยายออกไปค่อนข้างมาก จากเดิมที่ [ขอบเขตเดิม] ตอนนี้ผมทำ [ขอบเขตปัจจุบัน] ด้วย ผมยินดีทำงานเหล่านี้ต่อไปครับ แต่อยากปรับค่าบริการให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ผมเสนอแพ็กเกจ 2 ตัวเลือกครับ ตัวเลือก A [ราคาเดิม] สำหรับขอบเขตงานเดิม หรือตัวเลือก B [ราคาใหม่] สำหรับขอบเขตงานปัจจุบัน"
สคริปต์สำหรับการต่อสัญญาใหม่ "สวัสดีครับคุณ [ชื่อลูกค้า] สัญญาของเราจะหมดอายุในวันที่ [วันที่] ผมอยากต่อสัญญาและทำงานร่วมกันต่อไปครับ สำหรับสัญญาใหม่ ผมได้ปรับค่าบริการเพื่อสะท้อนมาตรฐานตลาดปัจจุบันและ value ที่เพิ่มขึ้น ราคาใหม่จะเป็น [ราคาใหม่] ต่อ [หน่วย] ครับ"
วิธีรับมือถ้าลูกค้าปฏิเสธ
ไม่ใช่ทุกครั้งที่ลูกค้าจะตกลง บางครั้งลูกค้าอาจปฏิเสธหรือต่อราคา คุณต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้
กรณีลูกค้าบอกว่าแพง อย่าลดราคาทันที ให้ถามกลับว่า "งบประมาณของคุณอยู่ที่เท่าไหร่ครับ" แล้วพิจารณาว่าคุณยอมรับได้ไหม ถ้ายอมรับได้ อาจปรับขอบเขตงานให้เหมาะกับงบ ถ้ายอมรับไม่ได้ ก็แจ้งลูกค้าอย่างสุภาพว่าคุณไม่สามารถลดราคาได้มากกว่านี้
กรณีลูกค้าขอเวลาคิด เป็นเรื่องปกติ ให้เวลาลูกค้า 1-2 สัปดาห์ อย่ากดดัน แล้วค่อย follow up อย่างสุภาพ
กรณีลูกค้าปฏิเสธเด็ดขาด ถ้าลูกค้าไม่ยอมจ่ายราคาใหม่เลย คุณมีทางเลือก 3 ทาง ทำงานต่อในราคาเดิม (ไม่แนะนำ ยกเว้นลูกค้ารายนี้สำคัญมาก) ลดขอบเขตงานให้เหมาะกับราคาเดิม หรือยุติความสัมพันธ์อย่างสุภาพ การยุติความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องเสียหาย บางครั้งมันเป็นการเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าใหม่ที่พร้อมจ่ายราคาที่คุณต้องการ
เทคนิค Value-Based Pricing
แทนที่จะคิดราคาตาม "ชั่วโมง" หรือ "ชิ้นงาน" ลองเปลี่ยนมาคิดราคาตาม "value ที่ลูกค้าได้รับ" ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณออกแบบเว็บไซต์ใหม่ให้ลูกค้าแล้วยอดขายเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาทต่อปี การคิดค่าออกแบบ 100,000-200,000 บาทก็ถือว่าสมเหตุสมผลมาก เพราะลูกค้าได้ ROI กลับมาหลายเท่า
Value-based pricing ทำให้คุณหลุดจากกับดัก "ขายเวลา" คุณไม่ต้องทำงานมากขึ้นเพื่อได้เงินมากขึ้น แค่ทำงานที่สร้าง value สูงขึ้น วิธีนี้ยังทำให้การขึ้นราคาง่ายขึ้นด้วย เพราะคุณสามารถชี้ให้ลูกค้าเห็นว่า value ที่คุณสร้างนั้นมากกว่าราคาที่จ่ายหลายเท่า
เทคนิค Anchor Pricing
Anchor pricing คือเทคนิคการตั้งราคาที่ใช้ "จุดยึด" เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคาที่คุณเสนอสมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการคิดราคา 50,000 บาท ให้เสนอ 3 แพ็กเกจ แพ็กเกจ Basic 35,000 บาท (ขอบเขตจำกัด) แพ็กเกจ Standard 50,000 บาท (ขอบเขตที่คุณต้องการ) แพ็กเกจ Premium 80,000 บาท (ขอบเขตเต็มรูปแบบ) ลูกค้าส่วนใหญ่จะเลือกแพ็กเกจ Standard เพราะรู้สึกว่าเป็น "ทางสายกลาง" ที่สมดุลที่สุด
วิธีคำนวณ Rate ใหม่
การกำหนดราคาใหม่ควรอ้างอิงจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่บวกเพิ่มตามใจ ปัจจัยที่ควรพิจารณาได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ (ประมาณ 2-3% ต่อปี) การเพิ่มขึ้นของทักษะและประสบการณ์ (5-15% ต่อปี) ราคาตลาดปัจจุบัน ขอบเขตงานที่เปลี่ยนไป และความต้องการของตลาด
สูตรง่ายๆ ในการคำนวณ rate ใหม่คือ ราคาเก่า คูณ (1 + อัตราเงินเฟ้อ + อัตราเพิ่มจากทักษะ) ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาเก่า 40,000 บาท เงินเฟ้อ 3% เพิ่มจากทักษะ 10% ราคาใหม่ = 40,000 x 1.13 = 45,200 บาท ปัดเป็น 45,000 บาท
ถ้าไม่แน่ใจว่าราคาตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ ลองสำรวจจากกลุ่ม Facebook ของฟรีแลนซ์ เว็บไซต์หางาน หรือถามเพื่อนร่วมอาชีพ
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อขึ้นราคา
มีหลายข้อผิดพลาดที่ฟรีแลนซ์มักทำเมื่อขึ้นราคา ลองหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้
ขอโทษมากเกินไป อย่าเริ่มบทสนทนาด้วยคำว่า "ขอโทษ" หรือ "ผมเกรงใจ" การขึ้นราคาเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ ไม่ต้องรู้สึกผิด จงพูดอย่างมั่นใจ
ขึ้นราคามากเกินไปในครั้งเดียว ถ้าคุณไม่ได้ขึ้นราคามานาน อย่าขึ้น 50% ในครั้งเดียว ค่อยๆ ขึ้นทีละ 10-20% แล้วขึ้นอีกในปีถัดไป จะดีกว่าขึ้นทีเดียวมากๆ
ไม่มีเหตุผลสนับสนุน อย่าบอกแค่ว่า "ผมต้องการเงินมากขึ้น" ให้อธิบายว่าทำไมราคาจึงควรเพิ่มขึ้น ใช้ข้อมูลและผลลัพธ์สนับสนุน
แจ้งทางข้อความสั้นๆ อย่าส่ง LINE สั้นๆ ว่า "เดือนหน้าขึ้นราคานะครับ" ควรเขียนอีเมลอย่างเป็นทางการ หรือนัดคุยทางโทรศัพท์หรือ video call
ขึ้นราคาตอนที่มีปัญหา อย่าขึ้นราคาตอนที่ลูกค้ากำลังไม่พอใจ หรือตอนที่มีข้อผิดพลาดในงาน รอจนสถานการณ์ดีขึ้นก่อน
ไม่ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องยืนยันราคาใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ไม่ว่าจะตกลงกันทางโทรศัพท์หรือเจอตัว ส่งอีเมลยืนยันตามหลังทุกครั้ง
สรุป
การขึ้นราคาเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับฟรีแลนซ์ทุกคน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าอาย เตรียมข้อมูลให้พร้อม แจ้งล่วงหน้า เสนอ value เพิ่ม ให้ทางเลือก และยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าลูกค้าปฏิเสธ ก็ไม่เป็นไร มีลูกค้าใหม่ที่พร้อมจ่ายราคาที่คุณต้องการเสมอ สิ่งสำคัญคือ อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป ค่าของงานคุณอยู่ที่ value ที่คุณสร้างให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่จำนวนชั่วโมงที่ใช้