เปรียบเทียบ: บุคคลธรรมดา vs จดทะเบียนบริษัท — ฟรีแลนซ์ควรจดบริษัทเมื่อไหร่?
·อ่าน 4 นาที

เปรียบเทียบ: บุคคลธรรมดา vs จดทะเบียนบริษัท — ฟรีแลนซ์ควรจดบริษัทเมื่อไหร่?

ฟรีแลนซ์หลายคนตั้งคำถามว่า "ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรจดบริษัท?" บางคนได้ยินมาว่าจดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยลง บางคนกลัวว่าจะยุ่งยากเกินไป ความจริงคือคำตอบไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับรายได้ รูปแบบธุรกิจ และเป้าหมายของคุณเอง บทความนี้จะเปรียบเทียบทุกมิติแบบตรงไปตรงมา พร้อมตัวอย่างการคำนวณภาษีจริงที่หลายระดับรายได้ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล


ทำไมฟรีแลนซ์ควรรู้เรื่องรูปแบบธุรกิจ


เมื่อคุณเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ใหม่ๆ รูปแบบธุรกิจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่เมื่อรายได้เริ่มโตขึ้น คำถามนี้กลับกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าคุณโดยตรง ความแตกต่างระหว่างการทำงานในฐานะบุคคลธรรมดากับการจดทะเบียนบริษัทอาจหมายถึงการประหยัดภาษีหลายแสนบาทต่อปี หรืออาจหมายถึงการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่าหากรายได้ยังไม่ถึงจุดที่เหมาะสม


ฟรีแลนซ์ไทยส่วนใหญ่เริ่มต้นในฐานะบุคคลธรรมดา ซึ่งไม่ต้องทำอะไรพิเศษ แค่มีเลขบัตรประชาชนก็ทำงานได้เลย แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น อัตราภาษีก้าวหน้าสำหรับบุคคลธรรมดาที่สูงถึง 35% เริ่มกัดกินรายได้อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME เริ่มต้นที่ 15% และไม่เกิน 20% สำหรับกำไรไม่เกิน 3 ล้านบาทแรก


สำหรับฟรีแลนซ์ที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องการเข้าใจภาพรวมเรื่องภาษีก่อน แนะนำให้อ่าน คู่มือภาษีฟรีแลนซ์ฉบับสมบูรณ์ เพื่อสร้างรากฐานความเข้าใจที่แข็งแกร่ง


รูปแบบธุรกิจที่ฟรีแลนซ์เลือกได้


ก่อนจะเปรียบเทียบ ต้องรู้ก่อนว่ามีตัวเลือกอะไรบ้าง ในประเทศไทยฟรีแลนซ์มีรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมอยู่ 3 รูปแบบหลัก


รูปแบบที่ 1 — บุคคลธรรมดา (Sole Proprietor) ไม่ต้องจดทะเบียนใดๆ เพียงแค่มีบัตรประชาชนก็เริ่มรับงานได้ทันที รายได้ทั้งหมดถือเป็นรายได้ส่วนตัว เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามตัวเอง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแทบเป็นศูนย์ แต่ต้องรับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัด


รูปแบบที่ 2 — ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์ที่ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ มีผู้ถือหุ้นประเภทจำกัดความรับผิด และผู้ถือหุ้นประเภทไม่จำกัดความรับผิด ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนต่ำกว่าบริษัทจำกัด


รูปแบบที่ 3 — บริษัทจำกัด (Limited Company) มีสถานะนิติบุคคลแยกจากเจ้าของอย่างชัดเจน ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบไม่เกินมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียน เสียภาษีนิติบุคคลแทนภาษีบุคคลธรรมดา สามารถหักค่าใช้จ่ายได้กว้างกว่า


เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียแต่ละรูปแบบ


### บุคคลธรรมดา


ข้อดี: ไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน ไม่ต้องทำบัญชี ไม่ต้องจ้างนักบัญชี บริหารจัดการง่าย ตัดสินใจได้เร็ว ยืดหยุ่นสูงสุดในการดำเนินงาน


ข้อเสีย: อัตราภาษีสูงถึง 35% สำหรับรายได้สุทธิที่สูง หักค่าใช้จ่ายได้จำกัด (เหมา 60% หรือตามจริง) รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัด ลูกค้าองค์กรบางรายอาจไม่ไว้วางใจ


### บริษัทจำกัด


ข้อดี: อัตราภาษีนิติบุคคลต่ำกว่า โดยเฉพาะ SME ที่ได้รับการลดหย่อน หักค่าใช้จ่ายได้กว้างขวางกว่า สร้างความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า รับผิดชอบหนี้สินจำกัด


ข้อเสีย: ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและดำเนินงานสูงกว่า ต้องทำบัญชีและยื่นงบการเงินทุกปี ต้องจ้างนักบัญชี ต้องจ่ายประกันสังคม


คำนวณภาษีเปรียบเทียบจริง


เปรียบเทียบภาษีบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
เปรียบเทียบภาษีบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองคำนวณเปรียบเทียบภาษีที่ระดับรายได้ต่างๆ โดยบุคคลธรรมดาหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท


รายได้ 500,000 บาท/ปี บุคคลธรรมดา: เงินได้สุทธิ 140,000 บาท ภาษี = 0 บาท (ไม่เกิน 150,000 บาทแรกที่ยกเว้น) ไม่ควรจดบริษัท


รายได้ 1,000,000 บาท/ปี บุคคลธรรมดา: เงินได้สุทธิ 340,000 บาท ภาษี = 11,500 บาท ยังไม่คุ้มจดบริษัท เพราะค่าบริหารจัดการสูงกว่าภาษีที่ประหยัดได้


รายได้ 1,500,000 บาท/ปี บุคคลธรรมดา: เงินได้สุทธิ 540,000 บาท ภาษี = 33,500 บาท เริ่มใกล้จุดคุ้มทุนแต่บุคคลธรรมดายังได้เปรียบเล็กน้อย


รายได้ 2,000,000 บาท/ปี บุคคลธรรมดา: เงินได้สุทธิ 740,000 บาท ภาษี = 65,000 บาท เริ่มใกล้เคียงกัน บริษัทจะเริ่มได้เปรียบเมื่อวางแผนภาษีดี


รายได้ 3,000,000+ บาท/ปี บริษัทได้เปรียบชัดเจน ประหยัดภาษีได้เป็นแสนบาทต่อปี


ค่าใช้จ่ายในการจดบริษัท


ค่าจดทะเบียน (ครั้งเดียว): ค่าธรรมเนียมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 5,000-15,000 บาท


ค่าใช้จ่ายประจำปี: ค่าสำนักงานบัญชี 18,000-60,000 บาท/ปี ค่าประกันสังคม ~9,750 บาท/ปี ค่าตรวจสอบบัญชี 15,000-30,000 บาท/ปี รวมประมาณ 40,000-100,000 บาท/ปี


นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจดบริษัทถึงไม่คุ้มสำหรับรายได้ต่ำกว่า 1.5-2 ล้านบาท/ปี


เมื่อไหร่ควรจดบริษัท


ต่ำกว่า 1.5 ล้าน/ปี — ยังไม่ควรจด ใช้บุคคลธรรมดาไป


1.5-2 ล้าน/ปี — ช่วงเปลี่ยนผ่าน ควรปรึกษานักบัญชี


เกิน 2 ล้าน/ปี — เริ่มได้เปรียบชัดเจน ควรพิจารณาจริงจัง


เกิน 3 ล้าน/ปี — ควรจดอย่างยิ่ง ประหยัดภาษีเป็นแสน


นอกจากรายได้ ยังมีเหตุผลอื่น เช่น ลูกค้าต้องการ invoice ในนามบริษัท ต้องการขอสินเชื่อ หรือวางแผนรับพาร์ทเนอร์


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนจดทะเบียนบริษัท อ่าน คู่มือจดทะเบียนบริษัทสำหรับฟรีแลนซ์


ขั้นตอนการจดบริษัทจำกัด


ขั้นตอนที่ 1 — ตรวจสอบและจองชื่อบริษัทผ่าน dbd.go.th


ขั้นตอนที่ 2 — เตรียมเอกสาร บัตรประชาชนผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 3 คน กำหนดทุนจดทะเบียน ระบุวัตถุประสงค์ ที่อยู่จดทะเบียน


ขั้นตอนที่ 3 — จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ค่าธรรมเนียม 500 บาท


ขั้นตอนที่ 4 — จัดประชุมจัดตั้งบริษัทและจดทะเบียนบริษัท


ขั้นตอนที่ 5 — เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท


ขั้นตอนที่ 6 — ขึ้นทะเบียนประกันสังคม


ขั้นตอนที่ 7 — จดทะเบียน VAT ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี อ่านเพิ่มที่ คู่มือ VAT สำหรับฟรีแลนซ์


กรณีศึกษา: ฟรีแลนซ์รายได้ 2 ล้านบาท/ปี


สมมติคุณเป็น developer ฟรีแลนซ์รายได้ 2,000,000 บาท/ปี


บุคคลธรรมดา: หักเหมา 60% เหลือ 800,000 หักลดหย่อน 60,000 + SSF 100,000 + ประกัน 50,000 เงินได้สุทธิ ~590,000 ภาษี ~40,000 บาท


บริษัทจำกัด: จ่ายเงินเดือนกรรมการ 35,000/เดือน กำไรหลังหักค่าใช้จ่าย ~1,400,000 ภาษีนิติบุคคล ~273,000 + ภาษีบุคคลจากเงินเดือน ~5,000 + ค่าบัญชี ~40,000 รวม ~318,000 บาท


ดูเหมือนบุคคลธรรมดาดีกว่า แต่กำไรหลังภาษีของบริษัทยังอยู่ในนิติบุคคลสำหรับลงทุนขยายธุรกิจ และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นบริษัทจะยิ่งได้เปรียบ


สรุปและคำแนะนำ


ควรอยู่บุคคลธรรมดาถ้า: รายได้ไม่ถึง 1.5 ล้าน/ปี ต้องการความยืดหยุ่น ไม่มีแผนขยายทีม


ควรจดบริษัทถ้า: รายได้เกิน 1.5-2 ล้าน/ปีสม่ำเสมอ ต้องการลูกค้าองค์กร มีแผนขยายธุรกิจ ต้องการแยกทรัพย์สิน


ก่อนตัดสินใจควรปรึกษานักบัญชีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจฟรีแลนซ์ เพื่อคำนวณตัวเลขจริงสำหรับสถานการณ์ของคุณ

เริ่มจัดการเงินอย่างมืออาชีพ

Finlance ช่วยฟรีแลนซ์ติดตามรายได้ ประมาณภาษี และจัดการกระแสเงินสด

เริ่มใช้ฟรี