มีรายได้หลายทาง ฟรีแลนซ์ยื่นภาษียังไงให้ถูกต้อง
ฟรีแลนซ์หลายคนไม่ได้มีรายได้จากทางเดียว บางคนรับจ้างออกแบบเป็นงานหลัก ขายคอร์สออนไลน์เป็นงานรอง มีรายได้จากค่าเช่าคอนโด และเงินปันผลจากหุ้น เมื่อมีรายได้หลายทาง การยื่นภาษีก็ซับซ้อนมากขึ้น เพราะรายได้แต่ละประเภทมีอัตราหักค่าใช้จ่ายต่างกัน ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน และบางประเภทเป็น Final Tax ที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณ บทความนี้จะอธิบายทุกอย่างที่ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายทางต้องรู้ เพื่อยื่นภาษีให้ถูกต้องและไม่เสียภาษีซ้ำซ้อน พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริงที่เข้าใจง่าย
ประเภทรายได้ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร
ก่อนจะยื่นภาษีได้ คุณต้องเข้าใจก่อนว่ารายได้ของคุณแต่ละทางจัดอยู่ในประเภทไหน ตามประมวลรัษฎากร รายได้แบ่งเป็น 8 ประเภท ตามมาตรา 40 ดังนี้
40(1) — เงินเดือน ค่าจ้าง เป็นรายได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือนจากบริษัท ค่าจ้างรายวัน โบนัส ค่าล่วงเวลา ฟรีแลนซ์บางคนอาจยังทำงานประจำอยู่ด้วย รายได้ส่วนนี้จะอยู่ในประเภทนี้ หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
40(2) — ค่าจ้างทำของ รับเหมา เป็นรายได้จากการรับจ้างทำงานให้ โดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมวิธีการทำงาน เช่น รับจ้างเขียนบทความ รับจ้างแปลเอกสาร รับจ้างถ่ายภาพ หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เหมือนกับ 40(1) ซึ่งค่อนข้างน้อย
40(3) — ค่าสิทธิ ค่ารอยัลตี้ เป็นรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ค่าสิทธิบัตร ค่า license ซอฟต์แวร์ หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ฟรีแลนซ์ที่ขายคอร์สออนไลน์หรือ e-book อาจมีรายได้ประเภทนี้
40(4) — ดอกเบี้ย เงินปันผล เป็นรายได้จากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผลจากหุ้น กำไรจาก cryptocurrency (บางกรณี) รายได้ประเภทนี้ส่วนใหญ่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว และสามารถเลือกเป็น Final Tax ได้ คือไม่ต้องนำมารวมคำนวณกับรายได้อื่น
40(5) — ค่าเช่าทรัพย์สิน เป็นรายได้จากการให้เช่า เช่น ค่าเช่าคอนโด ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่ารถ อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาต่างกันตามประเภททรัพย์สิน บ้าน/คอนโดหักเหมาได้ 30% รถยนต์หักเหมาได้ 30% ที่ดินเปล่าหักเหมาได้ 15%
40(6) — เงินได้วิชาชีพอิสระ เป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระที่กฎหมายกำหนด เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ทนายความ หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 30-60% ขึ้นอยู่กับวิชาชีพ
40(7) — ค่ารับเหมาทั้งค่าแรงและค่าของ เป็นรายได้จากการรับเหมาที่ต้องจัดหาวัสดุด้วย เช่น รับเหมาก่อสร้าง หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60%
40(8) — รายได้อื่นๆ เป็นรายได้ที่ไม่เข้าประเภท 40(1)-40(7) เช่น รับทำเว็บไซต์แบบเหมาโปรเจกต์ ขายของออนไลน์ รายได้จาก YouTube หรือ affiliate marketing หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60% ประเภทนี้เป็นประเภทที่ฟรีแลนซ์หลายคนใช้มากที่สุด เพราะอัตราหักค่าใช้จ่ายสูง
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณภาษีฟรีแลนซ์ อ่านได้ที่ วิธีคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ 2026
อัตราหักค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท — สรุปในตาราง
|-------------|---------|---------|-------|
ข้อสังเกตสำคัญคือ รายได้ 40(1), 40(2) และ 40(3) มีเพดานหักค่าใช้จ่ายเหมาที่ 100,000 บาท แต่ถ้ามีรายได้ทั้ง 40(1) และ 40(2) เพดาน 100,000 บาทนี้จะรวมกัน ไม่ใช่แยกกัน ดังนั้นถ้ามีเงินเดือน 40(1) หักค่าใช้จ่ายไป 100,000 บาทแล้ว รายได้ 40(2) จะหักค่าใช้จ่ายเหมาไม่ได้อีก
วิธีรวมรายได้เข้าด้วยกัน
เมื่อคุณมีรายได้หลายประเภท ต้องนำมารวมกันเพื่อคำนวณภาษี ขั้นตอนมีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 แยกรายได้ตามประเภท จัดกลุ่มรายได้ทั้งหมดตามประเภท 40(1)-40(8)
ขั้นตอนที่ 2 หักค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท นำรายได้แต่ละประเภทมาหักค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนด
ขั้นตอนที่ 3 รวมเงินได้สุทธิทุกประเภทเข้าด้วยกัน
ขั้นตอนที่ 4 หักค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันชีวิต กองทุน SSF/RMF ฯลฯ
ขั้นตอนที่ 5 คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
ขั้นตอนที่ 6 หักภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ผลลัพธ์คือภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือได้คืน
ตัวอย่างคำนวณจริง — ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ 3 ทาง
สมมติคุณชื่อ น้องมิ้ง เป็นฟรีแลนซ์นักออกแบบ มีรายได้ 3 ทางในปี 2569 ดังนี้
รายได้ทางที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัทต่างๆ (40(2)) รวม 600,000 บาทต่อปี ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% = 18,000 บาท
รายได้ทางที่ 2 ขายเทมเพลต Canva บนเว็บไซต์ของตัวเอง (40(8)) รวม 200,000 บาทต่อปี ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
รายได้ทางที่ 3 ค่าเช่าคอนโด 1 ห้อง (40(5)) เดือนละ 15,000 บาท รวม 180,000 บาทต่อปี ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
มาคำนวณภาษีกัน
คำนวณเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
รายได้ 40(2): 600,000 บาท หักเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท = หักได้ 100,000 บาท เงินได้สุทธิ = 500,000 บาท
รายได้ 40(8): 200,000 บาท หักเหมา 60% = 120,000 บาท เงินได้สุทธิ = 80,000 บาท
รายได้ 40(5): 180,000 บาท หักเหมา 30% (ค่าเช่าบ้าน/คอนโด) = 54,000 บาท เงินได้สุทธิ = 126,000 บาท
รวมเงินได้สุทธิทั้งหมด = 500,000 + 80,000 + 126,000 = 706,000 บาท
หักค่าลดหย่อน สมมติน้องมิ้งใช้ค่าลดหย่อนดังนี้ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันสังคม มาตรา 39 จำนวน 5,664 บาท ประกันชีวิต 30,000 บาท กองทุน SSF 50,000 บาท รวมค่าลดหย่อน 145,664 บาท
เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี = 706,000 - 145,664 = 560,336 บาท
คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 0-150,000 ยกเว้นภาษี = 0 บาท 150,001-300,000 อัตรา 5% = 7,500 บาท 300,001-500,000 อัตรา 10% = 20,000 บาท 500,001-560,336 อัตรา 15% = 9,050 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 36,550 บาท
หักภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว = 36,550 - 18,000 = 18,550 บาท
น้องมิ้งต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีก 18,550 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ละประเภท
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่ผู้จ่ายเงินหักไว้ก่อนจ่ายให้คุณ แล้วนำส่งสรรพากรแทน ภาษีนี้ไม่ใช่ภาษีเพิ่มเติม แต่เป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า เมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปี คุณจะนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่าย
อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ฟรีแลนซ์มักเจอ รายได้ 40(2) ค่าจ้างทำของหัก 3% รายได้ 40(3) ค่าสิทธิหัก 3% รายได้ 40(4) ดอกเบี้ยหัก 15% เงินปันผลหัก 10% รายได้ 40(8) ค่าบริการหัก 3%
สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกฉบับ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษี อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 50 ทวิ ที่ คู่มือ 50 ทวิ สำหรับฟรีแลนซ์
Final Tax vs Progressive Tax
รายได้บางประเภทสามารถเลือกเป็น Final Tax ได้ หมายความว่าเมื่อถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ถือว่าจ่ายภาษีเสร็จสิ้น ไม่ต้องนำมารวมคำนวณกับรายได้อื่น
รายได้ที่เลือก Final Tax ได้ ที่พบบ่อย ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ (ถูกหัก 15%) ถ้าดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี ถ้าเกิน ถูกหัก 15% สามารถเลือกเป็น Final Tax ได้ เงินปันผลจากหุ้น (ถูกหัก 10%) สามารถเลือกเป็น Final Tax หรือนำมารวมคำนวณก็ได้
เมื่อไหร่ควรเลือก Final Tax ถ้ารายได้รวมของคุณสูงจนอัตราภาษีก้าวหน้าเกิน 15% (รายได้สุทธิเกิน 500,000 บาท) การเลือก Final Tax สำหรับดอกเบี้ยจะคุ้มกว่า เพราะถูกหักแค่ 15% สำหรับเงินปันผล ถ้าอัตราภาษีก้าวหน้าของคุณเกิน 10% การเลือก Final Tax จะคุ้มกว่า
แต่ถ้ารายได้รวมน้อย อัตราภาษีก้าวหน้าต่ำกว่าอัตราหัก ณ ที่จ่าย การนำมารวมคำนวณแล้วขอคืนภาษีจะคุ้มกว่า ลองคำนวณทั้ง 2 แบบแล้วเปรียบเทียบ
เมื่อไหร่ควรแยกเป็นนิติบุคคล
ถ้ารายได้รวมของคุณสูงถึงระดับหนึ่ง การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) อาจช่วยประหยัดภาษีได้ เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลสูงสุดอยู่ที่ 20% ในขณะที่อัตราภาษีบุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 35%
กฎง่ายๆ คือ ถ้ากำไรสุทธิ (รายได้ลบค่าใช้จ่ายจริง) เกิน 1.5-2 ล้านบาทต่อปี การเป็นนิติบุคคลมักจะคุ้มค่ากว่า แต่ต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้วย เช่น ค่าทำบัญชี ค่าตรวจสอบบัญชี ค่าจดทะเบียน และภาระงานเอกสารที่เพิ่มขึ้น
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท อ่านเพิ่มเติมที่ คู่มือจดทะเบียนบริษัทสำหรับฟรีแลนซ์
วิธีจัดเก็บเอกสารภาษี
เมื่อมีรายได้หลายทาง เอกสารภาษีก็เยอะตาม การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก
เอกสารที่ต้องเก็บ ได้แก่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกฉบับ ใบเสร็จรับเงินหรือ invoice ที่คุณออกให้ลูกค้า สัญญาเช่า (ถ้ามีรายได้จากค่าเช่า) หลักฐานการซื้อกองทุน SSF/RMF ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพ หลักฐานการบริจาค statement เงินปันผลและดอกเบี้ย
แนะนำให้สร้างโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์หรือ Google Drive แยกตามปีภาษี และแยกเป็นหมวดหมู่ เช่น "50 ทวิ" "ใบเสร็จค่าใช้จ่าย" "ค่าลดหย่อน" "สัญญา" ทุกครั้งที่ได้รับเอกสาร ให้สแกนเก็บทันที อย่ารอจนสิ้นปี
เคล็ดลับลดภาษีสำหรับคนมีรายได้หลายทาง
เคล็ดลับที่ 1 เลือกประเภทรายได้ที่หักค่าใช้จ่ายได้เยอะ ถ้าเป็นไปได้ ให้จัดประเภทรายได้เป็น 40(8) เพราะหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60% ซึ่งเยอะที่สุด ปรึกษานักบัญชีว่ารายได้ของคุณสามารถจัดเป็นประเภทไหนได้บ้าง
เคล็ดลับที่ 2 ใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนให้เต็ม ซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุน SSF/RMF ให้เต็มวงเงิน ค่าลดหย่อนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ลดภาษี แต่ยังเป็นการออมเงินและสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วย
เคล็ดลับที่ 3 เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงถ้าคุ้มกว่า สำหรับรายได้ 40(5) ค่าเช่า ถ้าค่าใช้จ่ายจริง (ค่าผ่อน ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมแซม ค่าประกัน ค่าเสื่อมราคา) เกิน 30% ของค่าเช่า ให้เลือกหักตามจริงจะคุ้มกว่า
เคล็ดลับที่ 4 วางแผน Final Tax อย่างรอบคอบ อย่าเลือก Final Tax โดยอัตโนมัติ ลองคำนวณทั้ง 2 แบบก่อน บางกรณีการนำมารวมคำนวณแล้วขอคืนจะคุ้มกว่า
เคล็ดลับที่ 5 พิจารณาจดทะเบียนนิติบุคคล ถ้ารายได้รวมสูงมาก การเป็นนิติบุคคลอาจประหยัดภาษีได้หลายหมื่นถึงหลายแสนบาทต่อปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อยื่นภาษีรายได้หลายทาง
ข้อผิดพลาดที่ 1 ลืมรายได้บางประเภท ฟรีแลนซ์หลายคนลืมนำรายได้บางทางมาคำนวณ เช่น ลืมค่าเช่า ลืมดอกเบี้ย ลืมรายได้เล็กๆ น้อยๆ ต้องนำรายได้ทุกทางมารวมกัน ยกเว้นที่เลือก Final Tax ไว้แล้ว
ข้อผิดพลาดที่ 2 หักค่าใช้จ่ายผิดประเภท แต่ละประเภทรายได้มีอัตราหักค่าใช้จ่ายต่างกัน อย่าเอาอัตรา 60% ของ 40(8) ไปใช้กับ 40(2) ที่หักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
ข้อผิดพลาดที่ 3 ใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนเกินวงเงิน เช่น ซื้อประกันชีวิต 120,000 บาท แต่ลดหย่อนได้สูงสุดแค่ 100,000 บาท หรือรวม SSF กับ RMF แล้วเกิน 500,000 บาท ต้องตรวจสอบเพดานค่าลดหย่อนให้ดี
ข้อผิดพลาดที่ 4 ไม่เก็บ 50 ทวิ ถ้าไม่มี 50 ทวิ คุณจะไม่สามารถเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องจ่ายภาษีซ้ำซ้อน เก็บ 50 ทวิ ทุกฉบับ ถ้าลูกค้าไม่ออกให้ ต้องขอทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่ 5 ลืมยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ประเภท 40(5)-40(8) ต้องยื่นภาษีครึ่งปีด้วย ถ้าลืมยื่น จะเสียค่าปรับ 2,000 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
สรุป
การยื่นภาษีเมื่อมีรายได้หลายทางอาจดูซับซ้อน แต่ถ้าเข้าใจหลักการแล้วก็ไม่ยาก สิ่งสำคัญคือ รู้ว่ารายได้แต่ละทางอยู่ในประเภทไหน หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ และเลือกระหว่าง Final Tax กับ Progressive Tax ให้เหมาะสม อย่าลืมเก็บ 50 ทวิ ทุกฉบับ ใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนให้เต็ม และยื่นภาษีครึ่งปีถ้ามีรายได้ 40(5)-40(8) ถ้าไม่แน่ใจ ปรึกษานักบัญชีจะปลอดภัยที่สุด การวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้หลายหมื่นบาทต่อปี