Co-working Space vs ทำงานที่บ้าน เปรียบเทียบต้นทุนและประสิทธิภาพ
สถานที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ ความสุข และกำไรของฟรีแลนซ์ บางคนทำงานที่บ้านได้ดีมาก บางคนต้องออกไปทำที่ co-working space ถึงจะมีสมาธิ แต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อเสียและต้นทุนที่แตกต่างกัน บทความนี้จะเปรียบเทียบทุกมิติเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้
เปรียบเทียบต้นทุนรายเดือน
ลองเปรียบเทียบต้นทุนจริงของทั้ง 2 ทางเลือก
ต้นทุน Co-working Space ค่าสมาชิกรายเดือน 3,000-8,000 บาท ขึ้นอยู่กับ location และ tier ค่าเดินทางไปกลับ 1,500-3,000 บาทต่อเดือน (BTS/MRT) ค่าอาหารกลางวัน/กาแฟนอกบ้าน 2,000-4,000 บาทต่อเดือน รวมประมาณ 6,500-15,000 บาทต่อเดือน
ต้นทุน Work from Home ค่าอินเทอร์เน็ต 600-900 บาทต่อเดือน ค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม 300-600 บาทต่อเดือน ค่ากาแฟ/ของกินชงเอง 200-500 บาทต่อเดือน รวมประมาณ 1,100-2,000 บาทต่อเดือน
ส่วนต่างประมาณ 5,000-13,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000-156,000 บาทต่อปี นี่คือเงินที่คุณประหยัดได้ถ้าทำงานที่บ้าน แต่อย่าเพิ่งตัดสินใจจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นด้วย
ข้อดีของ Co-working Space
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน Co-working space ออกแบบมาเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ มีโต๊ะ เก้าอี้ที่ดี อินเทอร์เน็ตเร็ว แสงสว่างเหมาะสม และบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกเป็น "โหมดทำงาน"
Networking และสังคม คุณจะได้พบฟรีแลนซ์คนอื่น startup ผู้ประกอบการ ซึ่งอาจนำไปสู่งานใหม่ ความร่วมมือ หรือเพื่อนที่เข้าใจชีวิตฟรีแลนซ์ หลาย co-working space จัด event workshop และ community ที่มีประโยชน์
ห้องประชุมและพื้นที่พบลูกค้า เมื่อต้องประชุมกับลูกค้าแบบ face-to-face มีห้องประชุมพร้อม projector และ whiteboard ให้ใช้ ดูเป็นมืออาชีพกว่านัดลูกค้าที่ร้านกาแฟ
แยกเวลางานกับเวลาส่วนตัว การไป co-working space ช่วยสร้างขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อน เมื่อกลับบ้านก็เป็นเวลาพักจริงๆ ลด burnout ได้ สำหรับเรื่อง burnout ฟรีแลนซ์ อ่านเพิ่มที่ Burnout ฟรีแลนซ์ สัญญาณเตือนและวิธีรับมือ
ข้อดีของ Work from Home
ประหยัดเงินมาก ต่างกัน 60,000-150,000 บาทต่อปี เงินนี้นำไปออมหรือลงทุนได้
ประหยัดเวลาเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ปีละ 250-500 ชั่วโมง ถ้าคิดเป็นค่าเสียโอกาส (สมมติ hourly rate 500 บาท) เท่ากับ 125,000-250,000 บาทต่อปี
ยืดหยุ่นเวลา 100% ทำงานตอนดึก ตื่นสาย หรือหยุดพักระหว่างวันเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องเข้าออกตาม office hours
สะดวกสบาย อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่งตัวสบายๆ ทำอาหารกินเอง ไม่ต้องแบกโน้ตบุ๊กไปไหน
ข้อเสียของ Co-working Space
ค่าใช้จ่ายสูง ดังที่คำนวณไว้ ต้นทุนมากกว่าทำงานบ้านหลายเท่า
เสียงรบกวน พื้นที่ open space อาจมีเสียงรบกวนจากคนอื่น ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการสมาธิสูง เช่น เขียนโค้ด เขียนบทความยาว
เวลาเดินทาง เสียเวลา 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นเวลาที่ใช้ทำงานหรือพักผ่อนได้
ขึ้นอยู่กับ location ถ้าอยู่ไกลจาก co-working space ที่ดี ค่าเดินทางและเวลายิ่งเพิ่มขึ้น
ข้อเสียของ Work from Home
ขาดวินัยได้ง่าย ถ้าไม่มีวินัยในตัวเอง อาจเสียเวลากับสิ่งรบกวนมากมาย ทีวี เตียงนอน ตู้เย็น งานบ้าน สัตว์เลี้ยง
โดดเดี่ยว ทำงานคนเดียวทั้งวัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น อาจทำให้รู้สึกเหงาและส่งผลต่อสุขภาพจิต
ไม่มีสถานที่พบลูกค้า ถ้าต้องพบลูกค้าแบบ face-to-face ต้องหาร้านกาแฟหรือเช่าห้องประชุม
ขอบเขตเวลาเบลอ เมื่อที่ทำงานกับที่บ้านเป็นที่เดียวกัน อาจทำงานไม่หยุด หรือรู้สึกว่าไม่ได้พักจริงๆ
ประเภทของ Co-working Space
Hot Desk นั่งที่ไหนก็ได้ ไม่มีโต๊ะประจำ ราคาถูกที่สุด 2,500-4,500 บาทต่อเดือน เหมาะกับคนที่มาไม่ทุกวัน
Dedicated Desk มีโต๊ะประจำ วางของไว้ได้ ไม่ต้องหาที่นั่งใหม่ทุกวัน ราคา 5,000-8,000 บาทต่อเดือน เหมาะกับคนที่มาทุกวัน
Private Office ห้องส่วนตัวภายใน co-working space มีความเป็นส่วนตัว เงียบกว่า ราคา 8,000-20,000 บาทต่อเดือน เหมาะกับคนที่ต้องการสมาธิหรือโทรศัพท์บ่อย
Day Pass มาใช้เป็นวันๆ ไม่ต้องสมัครสมาชิก ราคา 200-500 บาทต่อวัน เหมาะกับคนที่อยากลองก่อน หรือมาเป็นครั้งคราว
ทางเลือกที่ 3 แนวทาง Hybrid
ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำทั้งสองอย่างก็ได้ แนวทาง Hybrid คือการทำงานที่บ้านเป็นหลัก แต่ไป co-working space เป็นบางวัน
ตัวอย่างตาราง จันทร์ถึงพุธ ทำงานที่บ้าน (งานที่ต้องการสมาธิ) พฤหัสบดี ไป co-working space (networking ประชุม) ศุกร์ ทำงานที่บ้านหรือร้านกาแฟ
ด้วยแนวทางนี้ คุณจะใช้ Day Pass แค่ 4-8 วันต่อเดือน ค่าใช้จ่ายแค่ 1,200-4,000 บาท ประหยัดกว่าสมาชิกรายเดือนมาก แต่ยังได้ประโยชน์จาก networking และการเปลี่ยนบรรยากาศ
วิธีเลือกว่าแบบไหนเหมาะกับคุณ
ลองตอบคำถามเหล่านี้เพื่อช่วยตัดสินใจ
คุณมีวินัยในตัวเองสูงไหม ถ้าสูง ทำงานบ้านได้ ถ้าต่ำ co-working อาจดีกว่า
งานของคุณต้องการสมาธิมากไหม ถ้ามาก ทำงานบ้านอาจดีกว่า (เงียบกว่า) หรือเช่า private office
คุณต้องพบลูกค้าบ่อยไหม ถ้าบ่อย co-working ที่มีห้องประชุมจะสะดวก
คุณรู้สึกเหงาเมื่อทำงานคนเดียวไหม ถ้าเหงา co-working จะช่วยได้
งบประมาณเป็นอย่างไร ถ้าจำกัด ทำงานบ้านแล้วใช้ Day Pass เป็นครั้งคราว
สำหรับเคล็ดลับการจัดการค่าใช้จ่ายฟรีแลนซ์ อ่านเพิ่มที่ 5 เทคนิคจัดการรายรับรายจ่ายฟรีแลนซ์
เคล็ดลับทำงานที่บ้านให้มีประสิทธิภาพ
ถ้าเลือกทำงานที่บ้าน ต่อไปนี้คือเคล็ดลับ
จัดพื้นที่ทำงานเฉพาะ แม้จะเป็นแค่มุมเล็กๆ ของห้อง ต้องมีที่ที่เป็น "ที่ทำงาน" ชัดเจน ไม่ใช่ทำงานบนเตียงหรือโซฟา
ตั้ง working hours ที่ชัดเจน กำหนดว่าจะเริ่มทำงานกี่โมง เลิกกี่โมง แล้วทำตามให้สม่ำเสมอ
แต่งตัวออกจากบ้าน ไม่ต้องใส่สูท แต่อย่านอนทำงานบนเตียงใน PJ การแต่งตัวช่วยเปลี่ยน mindset เข้าสู่โหมดทำงาน
ใช้ Pomodoro Technique ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที ทำ 4 รอบแล้วพัก 15-30 นาที ช่วยรักษาสมาธิได้ดี
ออกไปข้างนอกบ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไปนั่งทำงานร้านกาแฟ เดินเล่น หรือออกกำลังกาย ถ้าทำงานอยู่บ้านทั้งวันทั้งคืน จะเครียดและเหนื่อยเร็ว
สรุป
ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับสไตล์การทำงาน งบประมาณ และความต้องการของคุณ ถ้าเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจากทำงานที่บ้านก่อน แล้วลอง co-working แบบ Day Pass เพื่อดูว่าชอบไหม ถ้าชอบค่อยสมัครสมาชิก แนวทาง Hybrid มักจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่ ได้ทั้งความสงบที่บ้านและสังคมที่ co-working โดยไม่ต้องเสียเงินมากเกินไป